การขอซื้อขอมีและขอใช้อาวุธปืน
๑.สถานที่แจ้ง
- คนที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ขอที่กรมการปกครอง
- คนที่อยู่ต่างจังหวัดขอต่อนายอำเภอท้องที่ ที่มีภูมิลำเนาอยู่
๒.หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- บัตรแระจำตัวประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่ผู้ขอมีภูมิลำเนาเป็นผู้รับรองความประพฤติ ( สำหรับท้องที่ต่างจังหวัด) พร้อมหลักฐานแสดงฐานะ และหลักทรัพย์
-ในกรณีที่เป็นข้าราชการต่ำกว่าซี ๘ ต้องมรหนังสือรับรองความประพฤติจากผู้บังคับบัญชา
๓.ค่าธรรมเนียม
- ค่าใบอนุญาตให้มีอาวะปืน(ป.๔)
- ปืนยาวประจุปากกระบอก ปืนอัดลม บันละ ๕๐ บาท
- ปืนอื่น ๆ ฉบับละ ๑๐๐ บาท
- ค่าใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (ป.๓) กระบอกละ ๕ บาท
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
การขออนุญาตตั้งร้านค้าแบบเจ้าของคนเดียว
การขออนุญาตตั้งร้านค้าแบบเจ้าของคนเดียว
๑.สถานที่ติดต่อ
ในเขตกรุงเทพมหานครติดต่อที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในต่างจังหวัด
- ในเขตอำเภอที่เป็นที่ตั้งของสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ให้ติดต่อ ณ สำนักงาน
- ในเขตอำเภอที่กฎหมายกำหนด ให้ติดต่อที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ได้แก่
- จังหวัดตรัง
- อำเภอเมืองตรัง และกันตัง
- จังหวัดนครศรีธรรมราช
- อำเภอปากพนัง
- จังหวัดภูเก็ต
- ทุกอำเภอในจังหวัดภูเก็ต
- จังหวัดสงขลา
- อำเภอหาดใหญ่
- จังหวัดอุบลราชธานี
- อำเภอวารินชำราบ
- ในเขตอำเภอให้ติดต่อ ณ ที่ทำการปกครองประจำแต่ละกิ่งอำเภอ
- ในเขตอำเภออื่น ๆ ให้ติดต่อ ณ ที่ทำการปกครองประจำแต่ละกิ่งอำเภอ
๒.หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- บัตรประจำตัวประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
๓.ค่าธรรมเนียม
- เสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการจดทะเบียน ๕๐ บาท
๔.ข้อควรทราบ
- การค้าเร่ การค้าแผงลอย หรือพาณิชย์เพื่อบำรุงศาสนาใด ๆ หรือเพื่อการกุสลพาณิชย์กิจของนิติบุคคล ซึ่งได้มี พ.ร.บ. หรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น พาณิชย์กรทรวง ทบวง กรมพาณิชย์ ของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ พาณิชย์ ซึ่ง รมต. ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยกเว้นไม่ต้องไปจดทะเบียน
๑.สถานที่ติดต่อ
ในเขตกรุงเทพมหานครติดต่อที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในต่างจังหวัด
- ในเขตอำเภอที่เป็นที่ตั้งของสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ให้ติดต่อ ณ สำนักงาน
- ในเขตอำเภอที่กฎหมายกำหนด ให้ติดต่อที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ได้แก่
- จังหวัดตรัง
- อำเภอเมืองตรัง และกันตัง
- จังหวัดนครศรีธรรมราช
- อำเภอปากพนัง
- จังหวัดภูเก็ต
- ทุกอำเภอในจังหวัดภูเก็ต
- จังหวัดสงขลา
- อำเภอหาดใหญ่
- จังหวัดอุบลราชธานี
- อำเภอวารินชำราบ
- ในเขตอำเภอให้ติดต่อ ณ ที่ทำการปกครองประจำแต่ละกิ่งอำเภอ
- ในเขตอำเภออื่น ๆ ให้ติดต่อ ณ ที่ทำการปกครองประจำแต่ละกิ่งอำเภอ
๒.หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- บัตรประจำตัวประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
๓.ค่าธรรมเนียม
- เสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการจดทะเบียน ๕๐ บาท
๔.ข้อควรทราบ
- การค้าเร่ การค้าแผงลอย หรือพาณิชย์เพื่อบำรุงศาสนาใด ๆ หรือเพื่อการกุสลพาณิชย์กิจของนิติบุคคล ซึ่งได้มี พ.ร.บ. หรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น พาณิชย์กรทรวง ทบวง กรมพาณิชย์ ของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ พาณิชย์ ซึ่ง รมต. ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยกเว้นไม่ต้องไปจดทะเบียน
การขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนตัวและรถจักรยานยนต์
การขอทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนตัวและรถจักรยานยนต์
๑.อายุของผู้ทำใบขับขี่
- ผู้ขอต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์
- ผู้ขอทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ความจุกระบอกสูบขนาดไม่เกิน ๙๐ ลูกบาศก์เวนติเมตร ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี บริบูรณ์
๒.สถานที่ติดต่อ
- มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครไปติดต่อสำนักงานทะเบียนรถยนต์กรมขนส่งทางบก หรือสำนักงานทะเบียนรถยนต์ สาขาที่เขตบางขุนเทียน เขตพระโขนง เขตหนองจอก หรือเขตตลิ่งชันแล้วแต่กรณี มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ไปติดต่อ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสำนักงานขนส่งสาขา (ถ้ามี)
๓.หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือ หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแล้วแต่กรณีพร้อมภาพถ่าย
- ภาพถ่ายหรือสำเนาทะเยียนบ้าน , ใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือหลักฐานแสดงที่พักอาศัยในราชอาณาจักร หรือผู้ยื่นคำขอในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองซึ่งมิใช่เป็นการเข้ามาเพียงการท่องเที่ยว การเล่นกีฬา หรือการเดินทางผ่านราชอาณาจักรแล้วแต่กรณี
- ใบรับรองแพทย์ แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถและไม่เป็นบุคลวิกลจริต หรือ จิตฟั่นเฟือน
- รูปถ่ายครึ่งตัวหน้าตรง ไม่สวมหมวก และแว่นดำ เว้นแต่บุคคลซึ่งจำเป็นต้องสวมหมวกหรือดพกผ้าตามลัทธิศาสนาของตน ขนาด ๓*๔ เซนติเมตร จำนวน ๒ รูป ซึ่งถ่ายก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน ๖ เดือน
- ถ้ามีหลักฐานดังต่อไปนี้ต้องนำไปด้วย
- ใบอนุญาตเป็นผู้ขอรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกหรือกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร
- ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศตามอนุสัญญาว่าด้วยการจราจรทางถนน ทำ ณ นครเจนีวา ค.ศ.๑๙๔๙
๑.อายุของผู้ทำใบขับขี่
- ผู้ขอต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์
- ผู้ขอทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ความจุกระบอกสูบขนาดไม่เกิน ๙๐ ลูกบาศก์เวนติเมตร ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี บริบูรณ์
๒.สถานที่ติดต่อ
- มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครไปติดต่อสำนักงานทะเบียนรถยนต์กรมขนส่งทางบก หรือสำนักงานทะเบียนรถยนต์ สาขาที่เขตบางขุนเทียน เขตพระโขนง เขตหนองจอก หรือเขตตลิ่งชันแล้วแต่กรณี มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ไปติดต่อ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสำนักงานขนส่งสาขา (ถ้ามี)
๓.หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือ หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแล้วแต่กรณีพร้อมภาพถ่าย
- ภาพถ่ายหรือสำเนาทะเยียนบ้าน , ใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือหลักฐานแสดงที่พักอาศัยในราชอาณาจักร หรือผู้ยื่นคำขอในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองซึ่งมิใช่เป็นการเข้ามาเพียงการท่องเที่ยว การเล่นกีฬา หรือการเดินทางผ่านราชอาณาจักรแล้วแต่กรณี
- ใบรับรองแพทย์ แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถและไม่เป็นบุคลวิกลจริต หรือ จิตฟั่นเฟือน
- รูปถ่ายครึ่งตัวหน้าตรง ไม่สวมหมวก และแว่นดำ เว้นแต่บุคคลซึ่งจำเป็นต้องสวมหมวกหรือดพกผ้าตามลัทธิศาสนาของตน ขนาด ๓*๔ เซนติเมตร จำนวน ๒ รูป ซึ่งถ่ายก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน ๖ เดือน
- ถ้ามีหลักฐานดังต่อไปนี้ต้องนำไปด้วย
- ใบอนุญาตเป็นผู้ขอรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกหรือกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร
- ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศตามอนุสัญญาว่าด้วยการจราจรทางถนน ทำ ณ นครเจนีวา ค.ศ.๑๙๔๙
การ "ให้"
ให้
การให้ตามกฎหมายคืออะไร เรามาดูตัวบทกฎหมายกันดีกว่า กฎหมายบอกว่า "อันว่าให้นั้นคือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้ให้โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น"
ให้โดยเสน่หา ก็คือ ให้ด้วยความรัก ความพอใจ ของผู้ให้นั้นแหล่ะ
ที่นี้เมื่อให้แล้วจะเอาคืนได้หรือไม่ มีทั้งได้และไม่ได้
เดี๋ยว อย่าพึ่งหาว่ากวนอวัยวะเบื้องล่าง เหตุที่เขียนอย่างนี้เพราะกฎหมายเขาบอกว่า
"อันผู้ให้จะเรียกให้ถอนคืนการให้ เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้นท่านว่าอาจจะเรียกได้เพียงแต่ในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญาหรือ
2) ถ้าผู้ได้รับทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้ และผู้รับยังสามารถจะให้ได้"
กฎหมายเรียกคืนการให้ได้เพราะเหตุ 3 อย่างข้างต้นนี้เท่านั้น แต่กฎหมายก็ยังเข้มงวดจำกัดลงไปอีกว่า ถึงแม้จะคืนการให้ได้ด้วยเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณก็ตาม "เมื่อผู้ให้ได้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแล้วก็ดี หรือเมื่อเวลาล่วงเลยไปแล้ว 6 เดือน นับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหาอาจจะถอนคืนการให้ได้ไม่
อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดี เมื่อพ้นเวลาสิบปีภายหลังเหตุการณ์เช่นว่านั้น
เห็นมั้ย ถึงแม้จะเรียกคืนการให้ด้วยเหตุประพฤติเนรคุณแต่ถ้าหากผู้ให้ได้ให้อภัยแล้วก็หมดสิทธิที่จะถอนคืนการให้ หรือปล่อยให้เวลาล่วงพ้นไปแล้วถึง 6 เดือน นับแต่ได้ทราบเหตุที่ผูรับประพฤติเนรคุณ ก็ถอนคืนการให้ไม่ได้ และหากว่าจะทราบเหตุถอนคืนการให้เมื่อเวลาล่วงพ้นไปแล้วถึง 10 ปี ก็ฟ้องไม่ได้เช่นกัน
ในกรณีที่ตอบว่า "ไม่ได้" ก็มีกฎหมายเขาเขียนไว้ว่า
"การให้อันัจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าจะถอนคืนเพราะเหตุเนรคุณไม่ได้คือ
1) ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้
2) ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน
3) ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา
4) ให้ในการสมรส
ถ้าอยู่ในสี่จำพวกนี้แล้วหมดสิทธิถอนคืนการให้เด็ดขาด
เรามาดูความหมายของแต่ละข้อดีไหม จะได้รู้ว่าให้แบบไหนที่ถอนคืนการให้ไม่ได้ แม้จะเป็นเพราะเหตุเนรคุณ
ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ ก็คงเป็นที่เข้าใจโดยง่ายว่าเป็นเรื่องของการให้เป็นค่าจ้างหรือการตอบแทนผู้รับได้ทำอะไรให้แก่ผู้ให้ซึ่งไม่ใช่เป็นการทำให้กันเปล่า ๆ แต่ผู้รับก็ทำให้โดยไม่ได้คิดค่าจ้าง ผู้จ้างก็เลยยกทรัพย์สินให้เป็นบำเหน็จ
ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน หมายถึง เป็นการให้ที่ผู้ให้ได้ให้ทรัพย์สินไปแล้ว แต่มีเงื่อนไขให้ผู้รับต้องปฏิบัติต่อไปเกี่ยวกับการให้นั้น เช่น พ่อจะยกที่ดินให้ลูกแต่มีเงื่อนไขให้ลูกใช้หนี้และไถ่จำนองก่อน เมื่อลูกใช้หนี้และไถ่จำนองให้แล้ว พ่อจึงยกที่ดินให้ลูก กรณีที่พ่อให้ลูกกรณีนี้ เป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน
ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา เป็นกรณีที่ผู้ให้ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย แต่มีหน้าที่ตามศีลธรรมตัวอย่างที่หนึ่ง กรณีชายฉุดคร่าหญิงไปเป็นภรรยา ต่อมาได้ขอขมาและยกที่ดินให้กับพี่ชายของหญิง ซึ่งพี่ชายของหญิง ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูแต่เมื่อชายยกที่ดินให้เช่นนี้ เป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยา เอ้า ลองมาดูอีกหน่อย พ่อยกที่ดินที่มีราคาสูง และทรัพย์ส่วนใหญ่ให้ลูกสาวแต่ผู้เดียว บุตรคนอื่นไม่ให้กรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา นะ เป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งสามารถถอนคืนการให้ เพราะเหตุเนรคุณได้
ให้ในการสมรส โดยความหมายแล้ว ก็คือ ให้ในขณะทำการสมรส หรืออาจจะให้ก่อนสมรส แต่ต้องไม่ใช่ให้หลังการสมรส
เรื่องของการให้อย่างง่าย ๆ ที่ผู้อ่านพอจะทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ก็มีแค่นี้หล่ะ
การให้ตามกฎหมายคืออะไร เรามาดูตัวบทกฎหมายกันดีกว่า กฎหมายบอกว่า "อันว่าให้นั้นคือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้ให้โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น"
ให้โดยเสน่หา ก็คือ ให้ด้วยความรัก ความพอใจ ของผู้ให้นั้นแหล่ะ
ที่นี้เมื่อให้แล้วจะเอาคืนได้หรือไม่ มีทั้งได้และไม่ได้
เดี๋ยว อย่าพึ่งหาว่ากวนอวัยวะเบื้องล่าง เหตุที่เขียนอย่างนี้เพราะกฎหมายเขาบอกว่า
"อันผู้ให้จะเรียกให้ถอนคืนการให้ เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้นท่านว่าอาจจะเรียกได้เพียงแต่ในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญาหรือ
2) ถ้าผู้ได้รับทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้ และผู้รับยังสามารถจะให้ได้"
กฎหมายเรียกคืนการให้ได้เพราะเหตุ 3 อย่างข้างต้นนี้เท่านั้น แต่กฎหมายก็ยังเข้มงวดจำกัดลงไปอีกว่า ถึงแม้จะคืนการให้ได้ด้วยเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณก็ตาม "เมื่อผู้ให้ได้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแล้วก็ดี หรือเมื่อเวลาล่วงเลยไปแล้ว 6 เดือน นับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหาอาจจะถอนคืนการให้ได้ไม่
อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดี เมื่อพ้นเวลาสิบปีภายหลังเหตุการณ์เช่นว่านั้น
เห็นมั้ย ถึงแม้จะเรียกคืนการให้ด้วยเหตุประพฤติเนรคุณแต่ถ้าหากผู้ให้ได้ให้อภัยแล้วก็หมดสิทธิที่จะถอนคืนการให้ หรือปล่อยให้เวลาล่วงพ้นไปแล้วถึง 6 เดือน นับแต่ได้ทราบเหตุที่ผูรับประพฤติเนรคุณ ก็ถอนคืนการให้ไม่ได้ และหากว่าจะทราบเหตุถอนคืนการให้เมื่อเวลาล่วงพ้นไปแล้วถึง 10 ปี ก็ฟ้องไม่ได้เช่นกัน
ในกรณีที่ตอบว่า "ไม่ได้" ก็มีกฎหมายเขาเขียนไว้ว่า
"การให้อันัจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าจะถอนคืนเพราะเหตุเนรคุณไม่ได้คือ
1) ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้
2) ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน
3) ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา
4) ให้ในการสมรส
ถ้าอยู่ในสี่จำพวกนี้แล้วหมดสิทธิถอนคืนการให้เด็ดขาด
เรามาดูความหมายของแต่ละข้อดีไหม จะได้รู้ว่าให้แบบไหนที่ถอนคืนการให้ไม่ได้ แม้จะเป็นเพราะเหตุเนรคุณ
ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ ก็คงเป็นที่เข้าใจโดยง่ายว่าเป็นเรื่องของการให้เป็นค่าจ้างหรือการตอบแทนผู้รับได้ทำอะไรให้แก่ผู้ให้ซึ่งไม่ใช่เป็นการทำให้กันเปล่า ๆ แต่ผู้รับก็ทำให้โดยไม่ได้คิดค่าจ้าง ผู้จ้างก็เลยยกทรัพย์สินให้เป็นบำเหน็จ
ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน หมายถึง เป็นการให้ที่ผู้ให้ได้ให้ทรัพย์สินไปแล้ว แต่มีเงื่อนไขให้ผู้รับต้องปฏิบัติต่อไปเกี่ยวกับการให้นั้น เช่น พ่อจะยกที่ดินให้ลูกแต่มีเงื่อนไขให้ลูกใช้หนี้และไถ่จำนองก่อน เมื่อลูกใช้หนี้และไถ่จำนองให้แล้ว พ่อจึงยกที่ดินให้ลูก กรณีที่พ่อให้ลูกกรณีนี้ เป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน
ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา เป็นกรณีที่ผู้ให้ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย แต่มีหน้าที่ตามศีลธรรมตัวอย่างที่หนึ่ง กรณีชายฉุดคร่าหญิงไปเป็นภรรยา ต่อมาได้ขอขมาและยกที่ดินให้กับพี่ชายของหญิง ซึ่งพี่ชายของหญิง ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูแต่เมื่อชายยกที่ดินให้เช่นนี้ เป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยา เอ้า ลองมาดูอีกหน่อย พ่อยกที่ดินที่มีราคาสูง และทรัพย์ส่วนใหญ่ให้ลูกสาวแต่ผู้เดียว บุตรคนอื่นไม่ให้กรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา นะ เป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งสามารถถอนคืนการให้ เพราะเหตุเนรคุณได้
ให้ในการสมรส โดยความหมายแล้ว ก็คือ ให้ในขณะทำการสมรส หรืออาจจะให้ก่อนสมรส แต่ต้องไม่ใช่ให้หลังการสมรส
เรื่องของการให้อย่างง่าย ๆ ที่ผู้อ่านพอจะทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ก็มีแค่นี้หล่ะ
เมื่อลูกถูกหมา (คนอื่น) กัด
ลูกถูกหมา (คนอื่น)กัด
คุยนอกเรื่องไปเยอะแลย เรากลับมาเรื่องสุนัขของเราต่อนะครับ การเลี้ยงสุนัขบางคนเลี้ยงลูกสุนัขขนาดใหญ่ดูท่าทางน่ากลัว บางคนก็เลี้ยงสุนัขพันธุ์ล่าเนื้อ เอาดุ ๆ เข้าว่า ขโมยโจรได้ยินเสียงต้องถอยฉากก่อนว่างั้นเหอะ บางคนเลี้ยงขนาดกระเป๋า บางคนเลี้ยงขนาดรูปร่าง พันธุ์เห่ามั่งไม่เห่ามั้ง ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่
วันดีคืนดี ถ้าเราเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ มันจะเข้ามาถ่ายในสนามหน้าบ้านเป็นประจำ ถ้าไม่เปิดประตูมันัก็ไม่มายุ่ง จนวันหนึ่งทนไม่ได้จึงปักป้ายว่า "ถ้าหมายเข้ามาขี้อีก หมาตาย" ปรากฎว่าน่าแปลกที่สุนัขบ้านเพื่อนบ้านมันฉลาดมาก มันอ่านป้ายรู้เรื่อง ตั้งแต่นั้นมามันไม่เคยเข้ามาถ่ายในสนามหน้าบ้านอีกเลย
ท่านผู้อ่าน เมื่อนึกถึงลูกอันเป็นดวงใจของเราจะตัวเล็ก ตัวใหญ่ขนาดไหน ก็ตามอาจจะเคยถูกหมาไล่งับมาบ้าง ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็ถูกหมาเห่า เพียงแค่นั้นไม่เกิดปัญหามาให้เราคุยกันแน่ แต่ที่เรามาคุยกันวันนี้ เป็นกรณีที่หมามันกัด แต่ถ้าเป็นหมาของคนที่ไม่ค่อบชอบขี้หน้ากันอยู่ คงจะปรึกษาว่าทำอย่างไรที่จะเอามันเข้าคุกให้ได้ อย่าเพิ่งถึงขนาดนั้นเลย
ก่อนอื่นเรามาดูหลักกฎหมายกันก่อน เพราะเรื่องนี้มีกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ในทางอาญา กฎหมายเขาบอกว่า " ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินครึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
ในทางแพ่ง กฎหมายเขาบอกไว้ว่า "ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยง รับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหาย เพื่อความเสียหายอย่าง ใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะได้พิสูจน์ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยง การักษาตามชนิด และวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นหรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้น ย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น
อนึ่ง บุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลผู้ที่เร้าหรือยั่วสัตว์นั้นโดยละเมิด หรือเอาแก่เจ้าของสัตว์อื่น อันมาเร้าหรือยั่วสัตว์นั้น ๆ ก็ได้
ดังนั้น หากเกิดกรณีลูกของท่านถูกหมากัดคนอื่นกัด ก็คงจะต้องพูดคุยเจรจากันก่อน หากหัวหมอก็ไปแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับเจ้าของหมา แต่เนื่องจากเป็นความผิดลหุโทษ ตำรวจอาจเปรียบเทียบปรับได้ แต่หากท่านในฐานเป็นผู้เสียหายไม่ยอมให้เปรียบเทียบปรับ ตำรวจก็จะส่งเรื่องไปที่อัยการ แล้วอัยการก็จะไปยื่นฟ้องเจ้าของหมาที่ศาล
ส่วนในเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายหากตกลงกันได้เองก็จบกันไป แต่ขอแนะนำว่าน่าจะตกลงอะไรกันให้ทำบันทึกไว้ หากตกลงกันไม่ได้ก็ต้องไปยื่นฟ้องที่ศาลเรียกร้องค่าเสียหาย
แต่ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย อย่าลืมล้างแผลให้ลูกด้วยสบู่ก่อนนะ แล้วพาไปหาหมอ จากนั้นก็ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมหมาที่มากัดลูกเรา ว่ามีอาการโรคกลัวน้ำหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องรีบดำเนินการให้หมอจัดการฉีดยาแก้โรคกลัวน้ำเสียนะ
เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนเห็นคนเดินจูงสุนัขเกลื่อนไปหมด บางคนเอาสุนัขไปแปลงโฉมตัดขนเล็มขน บางคนจับมันแต่งตัวใส่กระโปรงนุ่งกางเกง ถึงกับมีร้านตัดชุดสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ แถมเวลาเจ้าของมีธุระต่างจังหวัดไม่ส่ามารถเอาสุดที่รัก(สุนัข) ไปด้วย ยังเอาสุดที่รัก(สุนัข) ไปเข้าโรงแรมสำหรับสุนัขได้ด้วย
แต่ก่อนหาคนอยากเรียนหมอรักษาสัตว์หรือสัตวแพทย์ลำบากเหลือเกินเดี๋ยวนี้สัตวแพทย์รายได้ดีมาก ต่างคนต่างแย่งกันเรียน เปิดคลีนิครักษาสัตว์เฉพาะสุนัขก็รวยไม่เลิกอยู่แล้ว ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูว่า เดี๋ยวนี้โลกมันกลับตาละปัตร สายอาชีวะแต่ก่อนว่าด้วย แต่เดี๋ยวนี้จบสายอาชีวะสามารถทำเงินได้มากกว่าสายสามัญ ขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นบ้านที่คนจนเขากินกัน เดี๋ยวนี้ขึ้นภัตตาคาร ราคาแพง น้ำพริกกุ้งเสียบแต่ก่อนชาวบ้านกินกัน เศรษฐีต้องกินหูฉลาม เดี๋ยวนี้ น้ำพริกกุ้งเสียบชุดละ 60 บาท ดังนั้น หากท่านผู้อ่านคิดจะทำอะไร ลองนึกถึงเรื่องเก่า ๆ แล้วหยิบของเก่า ๆ สมัยโบราณมาทำขายดูซิ ดีไม่ดีอาจจะเป็นเศรษฐีในพริบตา
คุยนอกเรื่องไปเยอะแลย เรากลับมาเรื่องสุนัขของเราต่อนะครับ การเลี้ยงสุนัขบางคนเลี้ยงลูกสุนัขขนาดใหญ่ดูท่าทางน่ากลัว บางคนก็เลี้ยงสุนัขพันธุ์ล่าเนื้อ เอาดุ ๆ เข้าว่า ขโมยโจรได้ยินเสียงต้องถอยฉากก่อนว่างั้นเหอะ บางคนเลี้ยงขนาดกระเป๋า บางคนเลี้ยงขนาดรูปร่าง พันธุ์เห่ามั่งไม่เห่ามั้ง ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่
วันดีคืนดี ถ้าเราเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ มันจะเข้ามาถ่ายในสนามหน้าบ้านเป็นประจำ ถ้าไม่เปิดประตูมันัก็ไม่มายุ่ง จนวันหนึ่งทนไม่ได้จึงปักป้ายว่า "ถ้าหมายเข้ามาขี้อีก หมาตาย" ปรากฎว่าน่าแปลกที่สุนัขบ้านเพื่อนบ้านมันฉลาดมาก มันอ่านป้ายรู้เรื่อง ตั้งแต่นั้นมามันไม่เคยเข้ามาถ่ายในสนามหน้าบ้านอีกเลย
ท่านผู้อ่าน เมื่อนึกถึงลูกอันเป็นดวงใจของเราจะตัวเล็ก ตัวใหญ่ขนาดไหน ก็ตามอาจจะเคยถูกหมาไล่งับมาบ้าง ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็ถูกหมาเห่า เพียงแค่นั้นไม่เกิดปัญหามาให้เราคุยกันแน่ แต่ที่เรามาคุยกันวันนี้ เป็นกรณีที่หมามันกัด แต่ถ้าเป็นหมาของคนที่ไม่ค่อบชอบขี้หน้ากันอยู่ คงจะปรึกษาว่าทำอย่างไรที่จะเอามันเข้าคุกให้ได้ อย่าเพิ่งถึงขนาดนั้นเลย
ก่อนอื่นเรามาดูหลักกฎหมายกันก่อน เพราะเรื่องนี้มีกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ในทางอาญา กฎหมายเขาบอกว่า " ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินครึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
เห็นไหม ยังไม่ต้องถึงไม่กัดใครเข้านะ เพียงแค่เดินไปคำรามแฮ่ ใส่คนโน้น คนนี้ เจ้าของก็นโดนแจ๊คพอต เข้าให้แล้ว คำว่าสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย หมายถึง สัตว์อะไรก็ได้ที่มันดุร้ายหรือมันร้าย รวมถึงหมาที่เห็นคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่เจ้าของแล้วกระโจนใส่ แต่ไม่หมายรวมถึงลูกเกเรของใครที่พอออกนอกบ้านแล้วชอบเที่ยวไปตีหัวหรือชกต่อยลูกคนอื่น เพราะเขาเป็นมนุษย์ไม่ใช่สัตว์
ในทางแพ่ง กฎหมายเขาบอกไว้ว่า "ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยง รับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหาย เพื่อความเสียหายอย่าง ใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะได้พิสูจน์ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยง การักษาตามชนิด และวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นหรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้น ย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น
อนึ่ง บุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลผู้ที่เร้าหรือยั่วสัตว์นั้นโดยละเมิด หรือเอาแก่เจ้าของสัตว์อื่น อันมาเร้าหรือยั่วสัตว์นั้น ๆ ก็ได้
ดังนั้น หากเกิดกรณีลูกของท่านถูกหมากัดคนอื่นกัด ก็คงจะต้องพูดคุยเจรจากันก่อน หากหัวหมอก็ไปแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับเจ้าของหมา แต่เนื่องจากเป็นความผิดลหุโทษ ตำรวจอาจเปรียบเทียบปรับได้ แต่หากท่านในฐานเป็นผู้เสียหายไม่ยอมให้เปรียบเทียบปรับ ตำรวจก็จะส่งเรื่องไปที่อัยการ แล้วอัยการก็จะไปยื่นฟ้องเจ้าของหมาที่ศาล
ส่วนในเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายหากตกลงกันได้เองก็จบกันไป แต่ขอแนะนำว่าน่าจะตกลงอะไรกันให้ทำบันทึกไว้ หากตกลงกันไม่ได้ก็ต้องไปยื่นฟ้องที่ศาลเรียกร้องค่าเสียหาย
แต่ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย อย่าลืมล้างแผลให้ลูกด้วยสบู่ก่อนนะ แล้วพาไปหาหมอ จากนั้นก็ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมหมาที่มากัดลูกเรา ว่ามีอาการโรคกลัวน้ำหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องรีบดำเนินการให้หมอจัดการฉีดยาแก้โรคกลัวน้ำเสียนะ
ผู้หญิงควรทำ
เรียกกำลังใจที่เบลอให้มีสติอีกครั้ง
1."แล้วมันจะผ่านไป" คำว่า "ทำไม" บางครั้งก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองช้ำ ๆ เลิกคิดเถอะ เพราะเรื่องบางอย่างก็ไม่มีเหตุผลหรอก แทนที่จะหาคำตอบ เราต้องเติมตัวเองให้เต็มซะก่อนไม่ว่าเราจะเจ็บแค่ไหน บอกเอาไว้ว่านอนหลับแล้วตื่นมา แผลของฉันจะค่อย ๆ ดีขึ้น ไม่ว่าจะอีกกี่วัน กี่เดือน หรือเป็นปี ฉันก็จะรอวันนั้น
2. หาสมดุลให้ตัวเอง ไม่เห็นยากอะไร ขอแค่มีเวลาพักผ่อนนอนหลับบ้าง กินอาหารอร่อย ๆ อยู่กับตัวเองคนเดียวเงียบด ๆ และแบ่งไปทำสิ่งที่รัก บางครั้งทีคุณขี้เกียจทำงาน ลองนั่งนึกถึงตัวเองวันหยุดสุดสัปดาห์นี้จะได้ไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน อยู่ ๆ ก็เหมือนมีพลังปั่นงานให้เสร็จจะได้ไปเที่ยวอย่างมีความสุข ไม่ต้องห่วงเรื่องที่ออฟฟิศ
3. ซื้อดอกไม้ให้ตัวเอง ไปตลาดแล้วหาซื้อดอกไม้สีและกลิ่นที่คุณชอบมาตั้งไว้ที่ที่คุณนั่งบ่อย ๆ โต๊ะทำงานหรือห้องดูทีวี โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด ทำการศึกษาบอกว่าคนเราจะผ่อนคลายและสดชื่นขึ้นหลังจากที่อยู่รอบล้อมด้วยดอกไม้สด ๆ 2-3 วัน ถ้าคุณรู้สึกดีกับตัวเองแล้วจะซื้อเผื่อให้เพื่อนหรือแฟนด้วย ใจคุณจะมีความสุขมากขึ้น
4. หายใจลึก ๆ ระหว่างวันที่คุณเหมือนจะดีขึ้น แต่ก็มีบางแวบที่ท้อขึ้นมาอีกแล้ว หายใจลึก ๆ ช้า ๆ บอกตัวเองให้รับรู้ว่าเวลานี้คุณต้องทำอะไรที่สำคัญกว่าและมีคุณค่ากับตัวเอง ต่อจากนั้นคุณจะพร้อมที่จะลงมือสู้ต่อไป
5. เป็นตัวของตัวเอง เคยไหมที่อยู่ในกลุ่มคนที่เรารู้สึกอึดอัด ไม่รูจะคุยอะไรด้วยต้องเออออทั้งที่ในใจไม่เห็นด้วย ไม่ต้องไปเครียดแค่ยอมรับว่าก็ตัวฉันเป็นแบบนี้ เวลาพยายามเป็นคนอื่นมันเหนื่อยมาก คุณไม่เหมือนคนอื่น ทำใจให้นิ่งสบายแล้วปล่อยตัวไปตามกระแสที่ใจอยากให้เป็นพอ
6. อยู่กับคนที่คุณไว้ใจ เพราะคุณไม่ต้องสร้างกำแพงป้องกันตัวว่าฉันจะโดนทำร้ายวันไหน อย่างน้อยก็รู้ว่าคน ๆ นั้นต้องคิดดีและทำดีกับคุณแน่นอน เราอยากบอกว่าคนกลุ่มนี้คุณต้องเก็บเขาไว้ดี ๆ ไม่ว่าจะครอบครัวหรือเพื่อน คุณไม่ต้องร้อนรนเจอเรื่องร้ายแค่ไหน ใจคุณก็แกร่งที่จะรับมัน
1."แล้วมันจะผ่านไป" คำว่า "ทำไม" บางครั้งก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองช้ำ ๆ เลิกคิดเถอะ เพราะเรื่องบางอย่างก็ไม่มีเหตุผลหรอก แทนที่จะหาคำตอบ เราต้องเติมตัวเองให้เต็มซะก่อนไม่ว่าเราจะเจ็บแค่ไหน บอกเอาไว้ว่านอนหลับแล้วตื่นมา แผลของฉันจะค่อย ๆ ดีขึ้น ไม่ว่าจะอีกกี่วัน กี่เดือน หรือเป็นปี ฉันก็จะรอวันนั้น
2. หาสมดุลให้ตัวเอง ไม่เห็นยากอะไร ขอแค่มีเวลาพักผ่อนนอนหลับบ้าง กินอาหารอร่อย ๆ อยู่กับตัวเองคนเดียวเงียบด ๆ และแบ่งไปทำสิ่งที่รัก บางครั้งทีคุณขี้เกียจทำงาน ลองนั่งนึกถึงตัวเองวันหยุดสุดสัปดาห์นี้จะได้ไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน อยู่ ๆ ก็เหมือนมีพลังปั่นงานให้เสร็จจะได้ไปเที่ยวอย่างมีความสุข ไม่ต้องห่วงเรื่องที่ออฟฟิศ
3. ซื้อดอกไม้ให้ตัวเอง ไปตลาดแล้วหาซื้อดอกไม้สีและกลิ่นที่คุณชอบมาตั้งไว้ที่ที่คุณนั่งบ่อย ๆ โต๊ะทำงานหรือห้องดูทีวี โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด ทำการศึกษาบอกว่าคนเราจะผ่อนคลายและสดชื่นขึ้นหลังจากที่อยู่รอบล้อมด้วยดอกไม้สด ๆ 2-3 วัน ถ้าคุณรู้สึกดีกับตัวเองแล้วจะซื้อเผื่อให้เพื่อนหรือแฟนด้วย ใจคุณจะมีความสุขมากขึ้น
4. หายใจลึก ๆ ระหว่างวันที่คุณเหมือนจะดีขึ้น แต่ก็มีบางแวบที่ท้อขึ้นมาอีกแล้ว หายใจลึก ๆ ช้า ๆ บอกตัวเองให้รับรู้ว่าเวลานี้คุณต้องทำอะไรที่สำคัญกว่าและมีคุณค่ากับตัวเอง ต่อจากนั้นคุณจะพร้อมที่จะลงมือสู้ต่อไป
5. เป็นตัวของตัวเอง เคยไหมที่อยู่ในกลุ่มคนที่เรารู้สึกอึดอัด ไม่รูจะคุยอะไรด้วยต้องเออออทั้งที่ในใจไม่เห็นด้วย ไม่ต้องไปเครียดแค่ยอมรับว่าก็ตัวฉันเป็นแบบนี้ เวลาพยายามเป็นคนอื่นมันเหนื่อยมาก คุณไม่เหมือนคนอื่น ทำใจให้นิ่งสบายแล้วปล่อยตัวไปตามกระแสที่ใจอยากให้เป็นพอ
6. อยู่กับคนที่คุณไว้ใจ เพราะคุณไม่ต้องสร้างกำแพงป้องกันตัวว่าฉันจะโดนทำร้ายวันไหน อย่างน้อยก็รู้ว่าคน ๆ นั้นต้องคิดดีและทำดีกับคุณแน่นอน เราอยากบอกว่าคนกลุ่มนี้คุณต้องเก็บเขาไว้ดี ๆ ไม่ว่าจะครอบครัวหรือเพื่อน คุณไม่ต้องร้อนรนเจอเรื่องร้ายแค่ไหน ใจคุณก็แกร่งที่จะรับมัน
ยังไม่แก่ก็ปวดหลังซะแล้ว
ยังไม่ทันแก่ ก็ปวดหลังซะแล้ว
เราปวดหลังแบบไหน
1.ปวดทั้งหลัง ตั้งแต่ต้นคอถึงหลังส่วนล่วงบางทีอาจปวดไหล่ และแขนด้วย
เกิดจาก: กล้ามเนื้ออักเสบ เพราะใช้งานหนัก หรือเคลื่อนไหวผิดท่า หรือฝืนมากไป ส่วนใหญ๋มักไม่เรื้อรัง ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอิริยาบทนั้นนานแค่ไหน เช่น เอื้อมหยิบของที่อยู่ไกล ๆ หรือออกกำลังกายหักโหม อาการปวดควรจะหายไป หลังจากกล้ามเนื้อได้กลับสู่สภาพปกติ 3-4 วัน ถ้าไม่หาย ควรรีบปรึกษาหมอ เพราะอาการอาจกลายเป็นเรื้อรัง หรือเป็นที่เส้นประสาทได้
2. ปวดคอและท้ายทอย รู้สึกเมื่อยล้าหรือตึง ๆ ที่ต้นคอ หรือมากขึงขั้นปวดหัวในบางที่
เกิดจาก : การไม่ได้ผ่อนคลายของช่วงต้นคอ อาจเป็นเพราะการนั่งมองจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือนั่งทำงานโดยไม่ได้เปลี่ยนท่านั่งเลย ก้มหน้านานไปหรือเงยมากไป นอกจานี้การใช้สายตานาน ๆ กับความเครียดก็เป็นสาเหตุเช่นกัน แค่ลองพยายามผ่อนคลาย โดยการเปลี่ยนท่านั่ง บริหารต้นคอโดยหมุนหัวช้า ๆ พักสายตาเป็นระยะเท่านั้น และให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ บนโต๊ะทำงานอยู่สในตำแหน่งต่อไปนี้
- จอคอมพิวเตอร์ อยู่ห่างจากตายอย่างน้อย 1 ฟุต หรือลองนั่งหลังตรง แล้วเอื้อมมือไปข้างหน้า ถ้ายังแตะไม่โดนจอ นั่นหล่ะโอเค
- คีย์บอร์ด วางในตำแหน่งที่เวลาพิมพ์ ข้อมือจะต้องไม่งอขึ้น
- เม้าส์ ให้อยู่ใกล้มือให้มากที่สุด ไม่ต้องเอื้อมหรือเกร็งแขนและการมีแผ่นรองเม้าท์ที่มีหมอนรองข้อมือช่วยได้มาก
3. ปวดหลังช่วงล่าง หรือบริเวณเอวลงไปจนถึงเชิงกราน
หลังทำงานอย่างไร หลังของเราทุกคนจะมีกระดูกท่อนเล็ก ๆ 24 ท่อนเรียงต่อักนเป็นกระดูกยาว ๆ ที่งอได้เหมือนงู เรียกว่า กระดูกสันหลัง เชื่อมต่อระวห่าง กระดูกเชิงกราน บริเวณก้น กับกระโหลกศรีษะ ทำให้เมื่อกระดูกส่วนในส่วนหนึ่งเคลื่อนไหวก็จะมีผลต่อกันทั้งแถบ เช่น แค่ก้มหัว กระดูกสันหลังส่วนบนก็ขยับตามไปเช่นกัน
เราปวดหลังแบบไหน
1.ปวดทั้งหลัง ตั้งแต่ต้นคอถึงหลังส่วนล่วงบางทีอาจปวดไหล่ และแขนด้วย
เกิดจาก: กล้ามเนื้ออักเสบ เพราะใช้งานหนัก หรือเคลื่อนไหวผิดท่า หรือฝืนมากไป ส่วนใหญ๋มักไม่เรื้อรัง ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอิริยาบทนั้นนานแค่ไหน เช่น เอื้อมหยิบของที่อยู่ไกล ๆ หรือออกกำลังกายหักโหม อาการปวดควรจะหายไป หลังจากกล้ามเนื้อได้กลับสู่สภาพปกติ 3-4 วัน ถ้าไม่หาย ควรรีบปรึกษาหมอ เพราะอาการอาจกลายเป็นเรื้อรัง หรือเป็นที่เส้นประสาทได้
2. ปวดคอและท้ายทอย รู้สึกเมื่อยล้าหรือตึง ๆ ที่ต้นคอ หรือมากขึงขั้นปวดหัวในบางที่
เกิดจาก : การไม่ได้ผ่อนคลายของช่วงต้นคอ อาจเป็นเพราะการนั่งมองจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือนั่งทำงานโดยไม่ได้เปลี่ยนท่านั่งเลย ก้มหน้านานไปหรือเงยมากไป นอกจานี้การใช้สายตานาน ๆ กับความเครียดก็เป็นสาเหตุเช่นกัน แค่ลองพยายามผ่อนคลาย โดยการเปลี่ยนท่านั่ง บริหารต้นคอโดยหมุนหัวช้า ๆ พักสายตาเป็นระยะเท่านั้น และให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ บนโต๊ะทำงานอยู่สในตำแหน่งต่อไปนี้
- จอคอมพิวเตอร์ อยู่ห่างจากตายอย่างน้อย 1 ฟุต หรือลองนั่งหลังตรง แล้วเอื้อมมือไปข้างหน้า ถ้ายังแตะไม่โดนจอ นั่นหล่ะโอเค
- คีย์บอร์ด วางในตำแหน่งที่เวลาพิมพ์ ข้อมือจะต้องไม่งอขึ้น
- เม้าส์ ให้อยู่ใกล้มือให้มากที่สุด ไม่ต้องเอื้อมหรือเกร็งแขนและการมีแผ่นรองเม้าท์ที่มีหมอนรองข้อมือช่วยได้มาก
3. ปวดหลังช่วงล่าง หรือบริเวณเอวลงไปจนถึงเชิงกราน
เกิดจาก : การปวดหลังบริเวณนี้มักเกิดจากเคยบาดเจ็บ หรือเคล็ดขัดยอกมาก่อน เช่น เอื้อมหยิบของสุดแขนจนเส้นพลิก หรือท่าซิทอับที่ผิด ๆ อาจลองปรึกษาหมอเพื่อรักษา นอกจากนี้ช่วงก่อนมีประจำเดือน ก็อาจทำให้สาว ๆ ปวดหลังบริเวณนี้ได้เหมือนกัน ให้ลองสังเกตว่าตรงกับช่วงเวลาเดียวกันหรือเปล่า ถ้าใช่ละก็ แค่ลองออกกำลังกายให้สม่ำเสมอมากขึ้นเท่านั้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)